วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

มุมนักเขียน: ธาร ยุทธชัยบดินทร์ เจ้าของรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี 2554

มุมนักเขียน: ธาร ยุทธชัยบดินทร์ เจ้าของรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี 2554


ข่าวบันเทิง RYT9.COM -- ศุกร์ที่ 1 เมษายน 2554 09:00:00 น.

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ: ธาร ยุทธชัยบดินทร์
เกิด: 19 พฤษภาคม 2507 ที่โรงพยาบาลศิริราช

ประวัติการศึกษา: เคยเรียนที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย โรงเรียนไทยวิจิตรศิลปอาชีวะ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (นิเทศศาสตร์)
ประวัติการทำงาน: ผ่านงานมาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นจิตรกร พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม ครีเอทีฟสถานีวิทยุและโทรทัศน์ กองบรรณาธิการ  พ่อค้าเร่ และข้าราชการ เคยสมรสและมีบุตรหนึ่งคนชื่อณัฏฐ์ภพ ภายหลังสมรสใหม่กับศิราภรณ์ แสนอุบล ทุกวันนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เขียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ

ผลงานที่ผ่านมาคือ / รางวัลที่ได้รับ?

เริ่มหัดเขียนหนังสือตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น  โดยมีผลงานเป็นบทกวีได้ตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดังในอดีตอย่างสตรีสารเมื่อปี 2522 ใช้นามปากกาว่า “ฤสินา” จากนั้นก็มีผลงานทั้งบทกวีและเรื่องสั้นตีพิมพ์ต่อเนื่องมาอีกหลายปีก่อนจะ หยุดเขียนไป  ภายหลังได้กลับมาเขียนเรื่องสั้นอีกโดยส่งไปลงที่นิตยสารฟ้าเมืองไทย  มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์หลายเรื่องในนามปากกา “ฤทธิ์ จิตรา” จากนั้นก็หยุดเขียนไปอีกหลายปี  ต่อมาได้หันเหไปเขียนสารคดีวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุททบ. 103.5 MhZ  และไทยสกายเคเบิ้ลทีวี  รวมถึงเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสารคลาส แม็กกาซีนด้วย   ปี 2542  ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ 3  แต่กลางปี 2547 ตัดสินใจลาออกมาเพื่อเขียนหนังสืออย่างเดียว  คราวนี้เลือกใช้นามปากกาว่า “ลิด้า” อันเป็นชื่อดาวในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่ง  มีผลงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้นตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ จำนวนกว่าสี่สิบเรื่อง  ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้นามปากกา “ภพ เบญญาภา” เป็นหลัก  ส่วนเรื่องรางวัลทางวรรณกรรมนั้นก็เคยได้รับรางวัลพานแว่นฟ้าประเภทชมเชย จากเรื่องสั้นชื่อ “อาหารมื้อสุดท้าย” เมื่อปี 2549  และรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ จากเรื่องสั้น “เด็กชายหอมแดง” เมื่อปี 2550

งานเขียนชิ้นล่าสุดที่ได้รางวัล?

ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น (ชมเชย) ประจำปี 2554 จากหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของตัวเอง “พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” 11 เรื่องเคยตีพิมพ์มาก่อนในนิตสาร และอีกหนึ่งเรื่องเขียนขึ้นใหม่เพื่อรวมเล่มโดยเฉพาะ  เนื้อหาโดยรวมของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์  ว่าด้วยเรื่องราวของความขัดแย้งและความทุกข์  ทั้งจากโลกภายนอกและโลกภายในด้วยอารมณ์สะเทือนใจ  แนวคิดที่ใช้เขียนผลงานเหล่านี้นำมาจากประสบการณ์ชีวิตครับ  เมื่อได้รับรางวัลก็ย่อมรู้สึกชุ่มชื่นใจเหมือนกับนักเดินทางบนถนนสายแห้ง แล้งที่ได้ดื่มน้ำเย็นสักแก้วหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องเดินทางต่อไป  นั่นก็คือเขียนหรือสร้างงานในแบบฉบับของเราต่อไปนั่นเอง  จริง ๆ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัลหรอกครับ  มีสนามให้ส่งก็ส่ง  ถือเสียว่าเป็นช่องทางให้หนังสือของเราเข้าถึงนักอ่านได้มากขึ้น  อย่างน้อยกรรมการหลายท่านก็ต้องอ่านงานของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ฮา)

มาเป็นนักเขียนได้อย่างไร?

อย่างที่เคยบอกไปแล้วครับ  ผมเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 13-14 ปี  เขียนเพราะอยากเขียน  อยากบอกเล่าถึงความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการให้ทุกคนรับรู้ เมื่ออายุมากขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมากขึ้น ความปรารถนาเดิม ๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ผมยังคงต้องการให้โลกรับรู้ถึงความคิดของผมเสมอ ซึ่งเป็นความคิดที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของชีวิต อุดมการณ์ ความงาม และความจริง

จุดเริ่มต้นของผลงานชิ้นแรก?

ผลงานชิ้นแรกของผมเป็นบทกวี ถ้าจำไม่ผิดชื่อ “แสวงหา” ตีพิมพ์ในสตรีสารปี 2522 ได้ค่าเรื่องมา 60 บาท สัปดาห์ต่อมาก็ตีพิมพ์อีกชิ้นหนึ่ง คราวนั้นเลยได้รับธนาณัติ 120  ซึ่งเทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ผลงานได้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกครับ  ถ้าพูดถึงแรงบันดาลใจ  ผมก็จำไม่ได้หรอกว่าอะไรคือแรงบันดาลให้เชียนบทกวีชิ้นนั้น บางทีอาจจะเป็นแนวคิดเชิงอุดมคติที่เป็นนิสัยของผมนั่นเอง

มีนักเขียนในอุดมคติไหมคะ?

ผมนิยมผลงานของนักเขียนหลายท่าน แต่ที่นิยมยกย่องก็คือนักเขียนรัสเซียอย่างฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ นักเขียนอียิปต์อย่างนากิบ มาห์ฟูซ์ นักเขียนญี่ปุ่นอย่างยาสึนาริ คาวาบาตะ และนักเขียนไทยอย่าง ป. อินทรปาลิต  ผู้ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นครูทางการเขียนคนแรกของผม แม้ท่านจะไม่เคยสอนผมเป็นการส่วนตัวก็ตาม

วางอนาคตของตนเองไว้อย่างไร ทั้งในแวดวงวรรณกรรม และถ้าไม่ได้ทำงานเขียนอยากจะทำอะไร?

กะว่าจะเขียนเรื่องสั้นให้ครบร้อยเรื่อง และนวนิยายราวสิบเรื่องครับ จากนั้นค่อยตาย (ฮา) ตอนนี้มีต้นฉบับนวนิยายสองเรื่องรอการแก้ไขเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่เป็นเล่ม แต่หากถึงจุดหนึ่งที่เขียนไม่ได้ เขียนไม่ออก ผมก็อาจจะเดินทางท่องเที่ยวและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ช่วงนี้ผมกำลังสนุกกับการถ่ายรูปอย่างมาก
หวังจะต่อยอดไปให้ถึงเวทีใหญ่ๆ อย่างรางวัลซีไรต์ไหมคะ?
ทางสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ได้ส่งหนังสือเรื่อง “พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” เข้าร่วมประกวดรางวัลซีไรต์ในปีนี้ด้วยครับ  ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่เหนือการควบคุมของนักเขียนอย่างผม หน้าที่ของผมก็คือเขียน และผมก็เขียนจนกลายเป็นหนังสือแล้วอย่างน้อยหนึ่งเล่ม นี่แหละคือความชื่นชมยินดีอย่างแท้จริงของคนเขียนหนังสือครับ

ในฐานะนักเขียนรุ่นพี่ มีอะไรแนะนำให้น้องๆ หรือผู้ที่สนใจอยากเป็นนักเขียนบ้างคะ?

สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่อยากเป็นนักเขียน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือแม้แต่จะไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม ผมคิดว่าไม่มีทางลัดไปสู่ความสำเร็จนอกจากการเขียนด้วยใจรักและอดทน หลายครั้งต้องอาศัยลูกบ้า ลูกฮึด เข้าช่วยด้วย ต้องเขียนอย่างชนิดเป็นบ้าเป็นหลัง เขียนทั้งยามตื่นและยามหลับ เขียนแล้วแก้ แก้แล้วเกลาสำนวนภาษาให้สละสลวย อ่านไม่ติดขัด มั่นใจว่าดีแล้วจึงส่งไปให้บรรณาธิการนิตยสารหัวใดหัวหนึ่ง พร้อมกับทำใจว่าอาจลงตะกร้า แต่จะท้อถอยไม่ได้ เพราะอุปสรรคที่จะทำให้ความฝันของเราพังทลายก็คือใจที่ท้อถอยนั่นเอง

คุณสมบัติของนักเขียนที่ดีในความรู้สึกของคุณเป็นอย่างไร?

นักเขียนที่ดีในความคิดของผมก็ไม่มีอะไรมาก ขอแค่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง สิ่งใดที่เราเห็นว่าเป็นความงาม เป็นความจริง นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องเขียนออกไป  จะเบี่ยงเบนจากนี้ไม่ได้เลย

สุดท้ายให้พี่ธารฝากผลงานหน่อยค่ะ?

ครับก็มีหนังสือเรื่อง "พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” ตอนนี้วางจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือจุฬา และบูรพาสาส์น หรือที่เว็บขายหนังสือของ ศิราภรณ์บุ๊คส์ (http://www.weloveshopping.com/shop/shop.php?shopid=235458 ) เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 12 เรื่อง เป็นงานที่จะอ่านให้ง่ายก็ได้ จะอ่านให้ยากก็ได้ แต่อ่านให้ง่ายดูท่าจะสนุกกว่า และปลายปีนี้ผมจะมีผลงานออกมาอีกหนึ่งเล่มเป็นนวนิยายร่วมสมัยเรื่อง “โซนาต้าคลับ" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์เหมือนเดิมครับ ยังไงก็ฝากติดตามผลงานของผมด้วยนะครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทวิจารณ์หนังสือ "พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย" โดยอาจารย์สกุล บุณยทัต ในคอลัมน์ปากกาขนนก

คอลัมน์ปากกาขนนก โดย สกุล บุณยทัต (Blue-thetre@hotmail.com) สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 58 ฉบับที่ 29 วันศุกร์ที่ 8 – วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย

“การรับรู้ถึงการมีอยู่ของความรัก...ไม่จำเป็นต้องใช้หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อก็ได้...เพราะความรักเกิดจากหัวใจที่เป็นนามธรรม”

“บาง ทีบางครั้งปมเงื่อนของชีวิต...ก็บีบบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งอยู่กับซากร่าง ของจิตวิญญาณที่ไม่ยอมคลี่คลายไปจากความทุกข์เศร้าแห่งความทรงจำ...หลาย ๆ ขณะมันบังเกิดเป็นภาวะที่จำยอมพ่ายแพ้ รอยบาดเจ็บทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดแต่ประสบการณ์แห่งชีวิตข้างต้นต่างกระหน่ำ โบยตีความถูกผิดดีงาม จนไม่เหลือรูปรอยของความงดงามเอาไว้เลย...ทุกสิ่งทุกอย่างในท่วงทำนองดัง กล่าวนี้ล้วนดำเนินไปบนวิถีที่ไม่หยุดนิ่ง...ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เป็นภาวะหลอกหลอนอันสมบูรณ์แบบที่ตกอยู่ภายใต้แห่งอำนาจเหนือจริงของการรับ รู้...ผ่านการหยั่งเห็นที่ดิ่งลงไปในม่านพรางของความมืดดำ”

สาระ แห่งชีวิต...อันทบซ้อนโดดเดี่ยวมักเป็นเช่นนี้...มันเหมือนนัยแห่งความแปลก แยกของตัวตนบนหนทางที่ยากจะตัดสินใจได้ว่า...จะก้าวไปข้างไหน...จะถอยไปข้าง หลังหรือต้องจำยอมวนเวียนจมปลักอยู่กับตัวตนของตนที่มืดมน... “พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” รวมเรื่องสั้นคัดสรรของ “ภพ เบญญาภา” ...คือที่มาแห่งนัยความหมายอันเจ็บปวดเบื้องต้น...สาระทางความรู้สึกของ เรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่ถูกสื่อออกมา...ล้วนให้ความสำคัญต่อพลังแห่งจิตใต้ สำนึกที่มีผลเกี่ยวเนื่องกับรูปแบบของชีวิตและบุคลิกภาพของตัวละครเป็นอย่าง มาก...มันเป็นเหมือนพลังแอบแฝงที่ทั้งขับเคลื่อนและผลักดันกลไกแห่งชีวิตให้ ก้าวไปเบื้องหน้าอย่างไม่กลัวเกรงต่ออุปสรรคในบาปเคราะห์ของความชั่ว ร้าย...เรื่องสั้น...ที่ถูกนำมาเป็นชื่อเล่มของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ สะท้อนถึงภาพแสดงแห่งปรากฎการณ์อันล้ำลึกดังกล่าว ผ่านผัสสะของลูกชายที่มีความบาดหมางกับพ่อยามที่ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ร่วม กัน...การเป็นคนที่เก็บงำและสะสมอดีตของพ่อลูกถ่ายทอดผ่านกระเป๋าไม้ใบเก่า ซึ่งเป็นเหมือนภาชนะแห่งหีบห่อของความฝันและความหวังในคืนวันอันเก่า ก่อน...เมื่อมันได้พลาดพลั้งและเปิดโอกาสให้โมหจริตที่ตัดไม่ขาดเข้าครอบ งำ...พลังแห่งความชั่วร้ายก็ปรากฎออกมาผ่านการกระทำต่อผู้ขัดแย้งอย่าง รุนแรงและไม่ใยดี...เป็นความฝังจำที่ฝังใจเสียยิ่งกว่าการถูกกัดกินด้วยรอบ บาปแห่งความทุกข์เศร้าใด ๆ ในจิตสำนึกของผู้ถูกกระทำ...”วันนั้นพ่อตบหน้าผม พ่อยังจำได้หรือเปล่า...อายุของผมเพิ่งจะสิบสี่ปี มันไม่รุนแรงอะไรหรอกครับ แต่ความเจ็บช้ำมันชำแรกแทรกลงไปในอกได้ถึงใจทีเดียว ผมพยายามไม่ให้พ่อหรือพี่สาวคนไหนเห็นน้ำตา จึงเดินหนีออกจากบ้าน ใจอยากจะเดินไปให้ไกลถึงรัสเซีย...ดินแดนที่พ่อเคยบอกว่าไม่ชอบและตายเสียดี กว่าที่จะต้องไปเหยียบที่นั่น...เพื่อที่พ่อจะได้ตามหาผมไม่เจอ...ผมอยากหาย ไปจากชีวิตของพ่อ ทว่าความที่ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่มาก...เป็นวัยรุ่นที่ปีกไม่กล้าขาไม่แข็ง พอ...สำหรับการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี...ผมจึงต้องซมซานกลับเข้าบ้านในวันรุ่ง ขึ้น...”

ในบทตอนของเนื้อหาดังกล่าวนี้...”ภพ” พยายามที่จะแสดงว่าไม่ว่าจะถูกกดดันและต้องตีบตันอยู่กับทางออกของชีวิต เพียงใด ก็ยากที่เราจะหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งการจำยอมไปได้ง่าย ๆ และสำหรับที่ทางบางพื้นที่มันก็ยากเหลือเกินที่เราจะก้าวไป ณ ที่ตรงนั้นได้อย่างมั่นใจในยามที่มีชีวิตอยู่...เพราะอคติและคำสอนสั่งนานา ประการจากจิตสำนึกของสังคมได้บ่มเพาะให้ความเป็นชีวิตต้องขลาดกลัวกับ มายาคติที่มองไม่เห็น และถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อเป็นภาพหลอนที่บั่นทอนความกล้าแกร่งแห่งจิตวิญญาณ เพื่อการสยบยอม...อาจเป็นไปได้ว่าพลังของจิตใต้สำนึกหากถูกนำมาใช้เพื่อการ รุกรานเนื้อแท้แห่งความเป็นมนุษย์ มันจะกลายเป็นกรอบเกณฑ์สำคัญที่ทำให้มวลมนุษย์ไม่อาจจะก้าวย่างไปทางไหนได้ นอกจากการปล่อยให้ตัวตนต้องติดกับอยู่กับคำสอนสั่งที่งมงายเชิงบีบบังคับ อยู่อย่างนั้น...เรื่องสั้น”กรงแห่งความเดียวดาย” บอกกล่าวถึงสิ่งนี้เอาไว้อย่างน่าขบคิดเกี่ยวกับสัมพันธภาพที่ถูกกักขังไว้ ร่วมกันระหว่างชีวิตบนความจริงที่แท้...กับวิถีแห่งความเป็นชีวิตที่ดำรง อยู่อย่างแนบเนียนบนพื้นฐานของความจริงลวง

“ในที่สุด...ผมเลือกที่ จะขังตัวเองอยู่แต่ในห้องพักหลังเลิกงาน...หยิบหนังสือเล่มใหม่ ๆ มาอ่านแทนการถือแก้วเหล้า หรือไม่ก็ใช้เวลาก่อนเข้านอนให้หมดไปกับการท่องโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย...มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและผู้คน แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ยังเป็นสถานที่แห่งความเดียวดายไม่ต่างไปจากโลกอื่น โลกที่เราอาจพูดคุยกับใครก็ได้...ทว่าไม่เคยเข้าถึงหัวใจของคนเหล่านั้นเลย แม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง...ทุกคนที่ผ่านเข้ามาทักทายผมด้วยโปรแกรมสื่อสารออ นไลน์ จึงเป็นเพียงคนแปลกหน้าซึ่งผมแน่ใจว่า...พวกเขาเองก็รู้สึกไม่แตกต่างไปจาก ผมเลย”

นี่เป็นเรื่องสั้นที่น่าพินิจพิเคราะห์ถึงรากลึกแห่งความเป็น มนุษย์ซึ่งแสนจะผกผันเรื่องหนึ่ง...ที่เทียบค่าของการดำรงอยู่ในส่วนของ “ปัญญาประดิษฐ์” กับมนุษย์ที่แท้จริงเข้าด้วยกัน...บทพิสูจน์ที่ได้รับการเทียบค่านี้เหมือน จะหาจุดบรรจบอันน่าพอใจแห่งความมีความเป็นได้ไม่พอ...แต่มันกลับให้ความ กระจ่างชัดว่า...ถึงอย่างไรทั้งมนุษย์เองและสิ่งที่มนุษย์เฝ้าเพียรพยายาม ที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยการเลียนแบบตามเนื้อแท้ในทุกแง่ทุกมุมแห่งความ รู้สึกนั้น...ต่างมีผลลัพธ์อันหมายถึงความเดียวดายเหมือนกัน...ความเดียวดาย ที่ถูกกระทำด้วยเงื่อนไขแห่งปัญหาทางอารมณ์และอุบัติการณ์ที่ขาดดุลยภาพของ การดำรงอยู่แห่งกระบวนการเทคโนโลยีที่ตายตัวเกินไป...และต้องพึ่งพากลไกจน เกินไป...แต่เลือดเนื้อของชีวิตอันแท้จริงไม่ใช่อย่างนั้น...เหตุนี้มันจึง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่มนุษย์เราในทุกวันนี้มักเอาชีวิตไปผูกมัดอยู่กับ เงื่อนงำที่ไร้ชีวิตอย่างจริงจัง มันจึงส่งผลต่อมิติของความหมายในคุณค่าที่ไร้คุณค่า...ขาด ๆ เกิน ๆ และไร้ซึ่งเป้าหมายของความสุข...

ในเรื่องสั้น “แม่...” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่สื่อสารออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยด้วยประเด็นแห่ง แรงปรารถนาที่จะออกไปเดินเล่นของตัวละครเอก...ในฉากแห่งชีวิตที่หดหู่เศร้า หมองในโรงพยาบาล...แม่นั่งอยู่บนรถเข็นรอคอยการตรวสอบและเยียวยาชีวิต...นาง ถูกปล่อยให้อยู่กับความโกลาหลและไร้ระเบียบของวงจรชีวิตที่ป่วยไข้เพียงชั่ว ขณะหนึ่ง...ที่ลูกชายต้องการจะออกไปเดินเล่นเพื่อหลุดไปจากการรอคอย และฉากของความจริงอันเต็มไปด้วยลมหายใจของความทุกข์เศร้า...ชั่วขณะแห่งการ เดินเล่น เขาได้พบกับบทตอนที่เป็นอาการของชีวิตมากมาย...บนพื้นที่แคบ ๆ และด้วยระยะเวลาไม่ยาวนานนั้น...ในส่วนของนัยแห่งตัวละคร นี่คือเครื่องแสดงถึงการเปิดตาเปิดใจต่อการรับรู้ความคิดและความรู้สึกของตน เองอย่างจริงใจ...ด้วยความมีสติผ่านกระบวนการของเหตุการณ์ที่เป็นทั้งด้าน บวกและด้านลบของชีวิต...เป็นความสามารถของปุถุชนที่จะจัดการกับความคิดความ รู้สึกร้อยแปดพันประการที่ต้องเผชิญหน้าโดยความตื่นเต้น กังวลใจ...ตลอดจนความเสียใจ...”เขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้ารถเข็น อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นแม่...กำลังหลับไม่รู้เรื่องเหมือนเด็ก ๆ ริ้วรอยย่นและรอยตีนกาบาดลึกบนใบหน้าของแม่ดูน่าสัมผัส เขาก้มตัวลงเพื่อเอื้อมมือไปปัดปอยผมสีเทาซึ่งถูกลมพัดปรกหน้าแม่...จากนั้น ก็เลื่อนมือลงมาจับตรงท่อนแขนและเขย่าเบา ๆ ...เงียบ”

การมีชีวิต อยู่กับปัจจุบัน โดยไม่ผูกมัดตนเองกับประสบการณ์ของอดีตมากจนเกินไป หรือไม่หมกหมุ่นต่อสิ่งที่เป็นอนาคตอย่างตัดไม่ขาด...นับเป็นอีกสาระหนึ่ง ที่ ”ภพ” นำมาแปรค่าเป็นเนื้อหาของงานเขียนที่ค่อนข้างท้าทายในเจตจำนงและสำนึกรับรู้ ระหว่างความจริงของอดีตกับปัจจุบัน...ที่ต่างก็มีภาวะแห่งเหตุผลของความจำ เป็น..เป็นเครื่องรองรับวิถีคิดอันตัดไม่ขาดออกจากการยึดโยงที่ดิ่งลึกของ กันและกัน...เรื่องสั้น...”อย่าเรียกผมว่าวีรบุรุษ” คือเงาร่างแห่งภาพสะท้อนอันชวนผะอืดผะอมและกัดกินหัวใจเป็นอย่างยิ่ง...

“ผม เสียใจ...” ผมพูดได้สั้น ๆ แค่นี้...แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับเขา...ผมคิดว่าเขาคงไม่ เข้าใจถึงความจำเป็นของผม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมรับปากเด็กหนุ่มคนนี้...จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมสละเวลาทั้ง หมดเพื่อรับหน้าที่เป็นผู้นำให้แก่ประชาชน...บางทีผมอาจปลุกเร้าให้คนเหล่า นั้นหลุดพ้นจากสิ่งมอมเมาต่าง ๆ และหันมามองโลกด้วยสายตาของอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยพลัง อีกทั้งงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด...เพราะมนุษย์ที่แท้จริงต้องมีอุดมคติ ทุกวินาทีของชีวิตต้องดำรงอยู่เพื่ออุดมการณ์ และอุดมการณ์ก็คือความสง่างามของปัญญาชน...แต่...ใช่แล้ว ลูกเมียของผมเล่าจะอยู่กันอย่างไร บ้านหลังงามคงถูกธนาคารยึดไปขายทอดตลาด รถยนต์คันใหม่ของผมก็จะมีชะตากรรมเหมือน ๆ กัน จะมีใครมาร่วมรับรู้กับผมหรือว่า ทั้งผมและลูกเมียนั้นก้นบางเกินกว่าจะนั่งรถเมล์โทรม ๆ ได้อีกแล้ว...ผมควรบอกเด็กหนุ่มตามตรงเพื่อที่จะขอความเห็นใจจากเขา มากกว่า...ได้โปรดเถอะ...ถ้าเราได้พบกันอีกอย่าเรียกผมว่า...วีรบุรุษอีก เลย!”

ผมถือว่า...”ชายชราแห่งเมืองโลหะอันว้าเหว่” เป็นเรื่องสั้นสร้างสรรค์ที่มีความหมาย ทั้งด้วยอารมณ์และความคิดที่โดดในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้...ความรู้สึกที่ได้ รับผ่านฉากแสดงของเรื่องสั้นเรื่องนี้ นับเป็นพื้นฐานแห่งการตัดสินใจที่จะเลือกมี...เลือกเป็น บนวิถีชีวิตหรือวิถีของการกระทำด้วยนัยแห่งสติปัญญาของแต่ละบุคคล ... บางช่วงตอนภาวะการตัดสินใจดังกล่าวอาจนำมาสู่บุคลิกของความดื้อรั้นและเต็ม ไปด้วยการหลงตนเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งการตัดสินใจก็หมายถึงการรับฟังแนวทางความคิดของผู้อื่น กระทั่งการยอมรับกฏเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและสังคมมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในเลือกของเรา...บนนัยของความโดดเดี่ยว...การเลือกและการตัดสินใจเลือก จึงนับเป็นภาวะของความคอขาดบาดตายที่ยากจะควบคุม แต่มันกลับเป็นบททดสอบอันมีค่ายิ่งของทุกคนต่อการมีชีวิตอยู่

“ผม คิดถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้เมื่อแรกออกเดินทางอีกครั้ง ดินแดนแห่งนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงไหนก็ยังไม่อาจรู้ได้ หนทางข้างหน้าจะโหดร้ายหรือเป็นที่น่ายินดีก็ยังยากจะคาดเดา ผมยอมรับว่าตัวเองกำลังลังเลใจอย่างบอกไม่ถูก”

...........................................

“ถ้าเจ้าไม่ตกลง ข้าก็ต้องใช้สิ่งนี้สั่งเจ้า” ชายชราพูดเสียงแข็งแล้วลุกขึ้นยืน ในมือถือปืนพกระบอกเดิมชี้ตรงมาที่ร่างของผม...
“เจ้าต้องเลือกแล้ว...ระหว่างการดำรงอยู่ที่นี่ หรือว่าจากไปเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่น ๆ “

............................................

“หัวใจ ของผมยังคงเต้นสม่ำเสมอเมื่อคราวเหยียดร่างยืนขึ้น ผมยิ้มให้ชายชราอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินกลับไปยังที่พัก แม้ว่าจะมีเสียงตะโกนสั่งให้ผมหยุดเดินหลายครั้งก็ตาม ก่อนที่เสียงนั้นจะแผ่วลงจนกลายเป็นเสียงคร่ำครวญ กระทั่งเงียบหายไปในสายลม...ในส่วนลึกของหัวใจ ผมรู้สึกสงสารชายชราผู้ครอบครองเมืองโลหะแห่งนี้....ทว่าก็ไม่อาจช่วยเหลือ อะไรเขาได้เลย”

เหตุแห่งการประจันหน้าในส่วนลึกของสิ่งที่เกาะกิน หัวใจระหว่างโลกแห่งธรรมชาตินิยมกับโลกแห่งวัตถุนิยมเป็นสิ่งที่ยากจะจับ ต้องให้รู้ซึ้งถึงเนื้อแท้แห่งสาระของผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น ๆ...บางทีนี่อาจคือภาพสะท้อนแห่งกลลวงของหลุมพราง ที่หลอกล่อให้มนุษย์ต้องติดตรึงด้วยโซ่ตรวนแห่งความทรงจำที่พันธนาการเราไว้ ด้วยความไม่แน่ใจ....”ภพ” ได้แสดงทัศนคติของเขาต่อโลก...ต่อชีวิตและต่อธรรมชาติของมนุษย์...ด้วยความ เชื่อแห่งบริบทที่ว่า...มนุษย์มีอิสระและเสรีภาพ...มีธรรมชาติแห่งการใฝ่หา ในแรงปรารถนาต่อข้อประจักษ์ของการรู้จักตัวตนอันถาวร...แน่นอนว่าทุก ๆ คนย่อมมีความแตกต่างกันตามอัตลักษณ์...แต่ทุกคนก็มีความสามารถที่ขับเน้น พลังแห่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ อันสับสนวกวนได้ด้วยสำนึกรับผิดชอบอันไม่รู้จบ เป็นเหมือน”บ่วงชีวิต”ที่ผูกร้อยและยึดโยงกันไว้อย่างเจ็บปวด....ขณะที่ลม หายใจยังไม่สิ้นสุด มนุษย์ย่อมต้องหาทางที่จะไปให้พ้น

จากหลุมบ่อ ของความวิปโยค แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า...พวกเขาก็ได้แต่คิดที่ย่างก้าวพร้อม ๆ กับการหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยความขลาดกลัว...เป็นความไร้สาระอันน่าหัวเราะ เยาะของชะตากรรม

“หลายครั้งที่นางคิดถึงความตาย...ด้วยคิดว่าความ ตายอาจเป็นคำตอบสำหรับชีวิตของนาง เลือดที่หลั่งออกมาอาจช่วยชำระล้างความทุกข์ให้หมดไปได้...ลมหายใจที่หยุดลง คงทำให้นางลืมความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่นางก็ไม่เคยมีความกล้าหาญพอ”

ตัว ละครแต่ละตัว...ที่”ภพ”ได้สร้างขึ้น เป็นดั่งตัวแทนแห่งแบบจำลองของชีวิตที่ขาดวิ่น...ความฝันความหวังของพวกเขา มักถูกสรุปด้วยนัยแห่งความขัดแย้งภายในจิตใจที่นำไปสู่ความตาย

ใน ด้านจิตวิญญาณ...พวกเขาได้แต่คิดและคิดเพื่อหมกมุ่นอยู่กับมัน ภายใต้เงื่อนไขแห่งการดิ้นรนที่จะหลีกหนีไปจากภัยพิบัติในรากลึกของความเป็น ตัวตน...แต่มันกลับเป็นภาวะของการจำยอมที่น่าโศกเศร้า เพราะในเชิงปฏิบัติไม่มีใครที่จะสามารถหนีไปจากเงื่อนงำที่เป็นตราประทับ อยู่ในหัวใจแห่งชีวิตของใครได้...เราต่างไม่มีความกล้าพอที่จะก้าวไปปลด ปล่อยอารมณ์ในการออกไปเดินเล่นเพื่อเหยียดเย้ยโชคชะตา...พอ ๆ กับที่บางช่วงตอนแห่งความเป็นมายาคติ...ความจริงของชีวิตก็ถูกจับเหวี่ยงไป มาดุจการเล่นซ่อนหาที่ไร้จุดหมายของชายจรจัด....นี่คือสิ่งที่ถือเป็นกำแพง ประหารของชีวิตที่กักขังเราทุกคนเอาไว้ด้วยการเล่นหัวของบาปเคราะห์ นี้...เกราะกำบังของชีวิตอันเนื่องมาแต่สัญชาตญาณถูกทำลายลงอันแล้วอัน เล่า...จนกระทั่ง....

“ไอ้ตึ๋งอ่านริมฝีปากของเฮียฟู่เข้าใจเช่น เคย...มันได้แต่ยิ้มเศร้า...ไม่พยายามแม้แต่จะดิ้นรนหลบหนี ชั่วพริบตาเดียวร่างดำผอมเกร็งของมันก็ถูกอุ้มพ้นขอบหน้าต่าง”

.............................................

“ตูม”

.............................................

“มันรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของสายน้ำยามราตรีอันมืดดำและเปล่าเปลี่ยว...”


ชีวิต และการจากไปในบั้นปลายแห่งชะตากรรมของตัวละครในเรื่องสั้น ”ผมแค่จะออกไปเดินเล่น” และ”ครั้งหนึ่งในชีวิตของชายจรจัด” นับเป็นบทสรุปแห่งความอัปยศที่เศร้าหมอง...ในที่สุดเราก็รู้ว่า...ตัวละครใน ทุกบทตอนของ ”ภพ”คือ ”คนที่ไม่มีชีวิต” ....พวกเขาเต็มใจและพร้อมที่จะถูกกระทำ...พวกเขาต่างพร้อมที่จะหยุดนิ่งและ ตัดสินใจที่จะตายได้อย่างง่าย ๆ ...ไร้เหตุผล ณ ขณะที่พวกเขาคิดจะอยู่รอดและก้าวไปสู่เบื้องหน้าอย่างเฉียบพลันทันใด...ความ ทบซ้อนในเชิงจิตวิญญาณทั้งหมดนี้นำมาสู่บุคลิกภาพที่แปลกต่างและอยู่เหนือ ความจริงด้านความหมายที่เป็นสามัญอย่างสิ้นเชิง

บางทีนี่อาจ เป็น....”ภาพสะท้อนแห่งภาพสะท้อน” ในตัวตนที่พร่ามัวและจมดิ่งอยู่กับปมปริศนาอันขบไม่แตกของสำนึกคิด และก็อาจเป็นไปได้ที่ว่ารอยบาดเจ็บของสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง นั้น...คือบาดแผลของการโบยตีศรัทธาที่ว่างเปล่าแห่งตัวตน ในฐานะของความเป็นนักเขียน....ที่”ภพ”ได้กำหนดและได้กำกับเอาไว้เอง...

“เรา ไม่สามรถหนีไปไหนได้หรอก...ตราบใดที่โลกของเรายังคงอยู่กันด้วยอคติแห่ง เจตนาที่ไร้รัก...ขาดการโอบอุ้ม...และการถ่ายทอดสัมพันธภาพต่อกันด้วยจิตใจ อันงดงาม...มนุษย์จึงเหยียบย่ำอยู่บนเงาแห่งชะตากรรมของตนเอง...เหยียบย่ำ และนิ่งงันอยู่อย่างนั้นจนไร้สติ...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

“พ่อผู้ ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย”...ให้ผัสสะแห่งการรับรู้ที่ค่อนข้างจะจริงจัง ...ผู้เขียนเขียนงานแต่ละเรื่องด้วยพลังซึ่งค่อนข้างดิบที่กรีดลึกออกมาจาก โลกแห่งความหมายส่วนตัวด้านในอย่างสด ๆ ภาวะในมิติแห่งสัญญะต่าง ๆ ล้วนแฝงเร้นไปด้วยความเรียบง่ายที่กระชากเจตจำนงของผู้อ่านให้โลดทะยานไปบน หนทางแห่งความลี้ลับที่ซ่อนหลืบอยู่ในหลุมลึกของจิตวิญญาณ...มองเห็นความ ตั้งใจในการเขียนของผู้เขียนได้เป็นอย่างมาก ทั้งด้วยกระบวนการของภาษาสื่อสาร...กระบวนวิธีคิดที่สอดสลับกันไปอย่างซับ ซ้อนและมีชั้นเชิง รวมทั้งการจัดวางภาพแสดงในแต่ละฉากของทุก ๆ บทตอนที่เต็มไปด้วยความพยายามของการนำเสนอความหมายที่ต้องตีความ...การทำงาน ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขของกระบวนวิธีต่าง ๆ นี่แหละ ! ....ครั้นเมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้ว....มันกลับส่งผลให้รู้สึกสัมผัสถึง การปรุงแต่งที่จะอธิบายความต่าง ๆ ด้วยรูปรอยที่เป็นเหมือนการประดิษฐ์...ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันงดงาม...แต่มัน ก็ไขว้สลับอยู่บนความรกเรื้อด้วยเช่นกัน...เหตุนี้...เนื้อในแห่งสาระ เนื้อหาส่วนใหญ่จึงจมหายไปกับอาการทางอารมณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อนี้...ซึ่งสุด ท้ายก็ต้องจบลงด้วยการเคลื่อนขยายและปรับภาพแสดงทุกภาพแสดง ให้สอดคล้องกับห้วงแห่งสำนึกคิดทีละน้อย ๆ เพื่อการก่อเกิดดุลยภาพแห่งการรับรู้....ที่หนักแน่นและเป็นผลึกแห่งความมี ความเป็นในตัวตนแห่งความเข้าใจที่แท้...แต่ถึงกระนั้น...รวมเรื่องสั้นเล่ม นี้....ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามผ่านไปได้...มันคือสิ่งที่ต้องมองเห็นและ เรียนรู้เพื่อก้าวไปสู่”ส่วนแห่งความสุข” ผ่านข้ามหุบเหวแห่งความเศร้าโศกและชิงชังในชีวิตส่วนตน ผ่านข้ามความเคียดแค้นสับสนแม้หัวใจจะร้องไห้...แต่”ภพ เบญญาภา”ก็ยืนยันถึงสัจธรรมในข้อหนึ่งว่า....แท้จริง ! ณ ปัจจุบัน...ผู้คนมักจะบอกรักกันก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนต่อกันเท่า นั้น และแม้ชีวิตจะดับสูญและไม่มีที่เหยียบยืนอยู่บนโลกนี้แล้ว...เราทุกคนก็ สมควรที่จะต้องทิ้งร่องรอยของความรักเอาไว้แก่โลก....ไม่ว่าจะด้วยภาวะแห่ง การประดิษฐ์ หรือด้วยภาวะแห่งความเป็นจริงที่แท้จริงก็ตาม...

เหตุนี้...การรับรุ้ถึงการมีอยู่ของความรักจึงไม่จำเป็นต้องใช้หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อก็ได้....เพราะความรักเกิดจากใจที่เป็นนามธรรม

“พ่อ ของผมเป็นนักเดินทาง ประเทศแรกที่พ่อไปเยือนคือญี่ปุ่น...ตอนนั้นพ่อกำลังหนุ่มฟ้อ...เรี่ยวแรงดี มาก จากนั้นพ่อก็ตะลุยไปทั่ว ทั้งสิงคโปร์ พม่า เวียดนาม จีน อินเดีย อียิปต์ สเปน ฝรั่งเศส อเมริกา เปรู แอฟริกาใต้ ฟิจิ ออสเตรเลีย...พ่อผ่านมาแล้วทั่วโลก...มีเพียงประเทศเดียวที่พ่อไม่คิดจะไป นั่นคือ...รัสเซีย...”

.....................................................

“นั่นสินะ! ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น???”



****************