วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่องสั้น แค่เช้าวันหนึ่ง โดย ภพ เบญญาภา

ดูเหมือนจะสองสามปีมาแล้วที่ผมไม่ได้พบกับยุทธ  แต่ผมก็ยังคงฝังใจอยู่กับเรื่องของเขา  ราวกับว่านั่นคือความทรงจำของผมเอง  อืมม์...เรื่องของยุทธกับหญิงสาวคนนั้นเริ่มขึ้นตรงไหนกันแน่นะ  อ้อ  ใช่แล้ว  เช้าวันนั้นเริ่มขึ้นตอนที่เธอถามขึ้นว่า
นี่ขนมอะไรคะอายุทธ  น่าทานจัง  เวลานั้นสายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ขนมหลากสีในถาดด้วยอาการกระตือรือร้นเหมือนเด็ก ๆ   ทำให้ยุทธอดยิ้มไม่ได้  พร้อมกับเผลอมองเสี้ยวหน้าอ่อนเยาว์อันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา  แล้วทันทีที่รู้สึกตัว  เขาก็ต้องถอนหายใจออกมาเบา ๆ  ก่อนจะเบนสายตาไปยังถาดขนมบนรถเข็น
ขนมทรายน่ะเอื้อง  บางคนก็เรียกว่าขนมขี้หนู คำตอบของยุทธแทบจะเป็นเสียงกระซิบโดยไม่ตั้งใจ  ส่วนที่เห็นในถาดตรงนั้นคือขนมเหนียว  ขนมด้วง  นั่นช่อม่วงกับน้ำดอกไม้  เป็นขนมไทยดั้งเดิมของเรา  แหม  อาก็พูดยังกับเป็นคนขายซะเอง กล่าวจบเขาก็ฝืนหัวเราะ  แล้วตัดสินใจซื้อขนมพวกนั้นติดมือมาด้วย  ความจริงเขาไม่ค่อยชอบการหิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรังเลย  แต่วันนี้กลับทำเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่หงุดหงิด  จนตัวเขาเองยังต้องนึกประหลาดใจ
ทั้งสองเดินปะปนไปกับชาวบ้านในตลาดเช้าของวัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี  รอบกายคึกคักด้วยเสียงเซ็งแซ่  มันก่อตัวขึ้นจากเสียงร้องชักชวนให้อุดหนุนสินค้าของคนค้าขาย   ผสานไปกับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ผู้ขับขี่หาทางแทรกผ่านคนเดินตลาดไปอย่างช้า ๆ และเสียงจากลำโพงของวัดซึ่งประกาศบอกบุญอยู่เป็นระยะ ๆ  เมื่อรวมกันเข้ากับภาพหมู่สงฆ์กำลังเดินประคองบาตรผ่านไปด้วยอาการสำรวม  ภาพแม่บ้านนุ่งผ้าถุงในมือหิ้วตะกร้าใบใหญ่  ภาพเด็กนักเรียนสะพายเป้กึ่งเดินกึ่งวิ่งในมือถือไม้เสียบลูกชิ้นปิ้ง  ภาพหมาวัดสองสามตัวทำจมูกฟุดฟิดพลางสอดส่ายสายตาหาของกิน  ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ยุทธรับรู้ได้ถึงความเป็นตลาดเช้าของต่างจังหวัด แต่ถึงที่สุดแล้วเขาก็ออกจะแน่ใจว่าตัวเองประทับใจเรื่องอื่นมากกกว่า
ในเวลาเดียวกันเขาก็สงสัยว่าหญิงสาวผู้กำลังเดินเคียงข้างเป็นเพื่อนชมตลาดอยู่นั้น  เธอจะชื่นชอบบรรยากาศแบบนี้เหมือนเขาหรือไม่   มันย่อมดูแตกต่างไปจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เธอคุ้นเคย   ที่นี่ไม่เป็นระเบียบหรือสะอาดเท่า  แต่เปล่งประกายของความมีชีวิตชีวามากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด  เขาสรุปด้วยสายตาของคนเป็นจิตรกร
ครั้นผ่านแผงผักห้าหกเจ้าซึ่งกองขายอยู่กับพื้นมาได้เพียงไม่กี่ก้าว  เอื้องกับยุทธก็มาหยุดอยู่ตรงสะพานไม้แคบ ๆ   สะพานดังกล่าวทอดยาวจากตลิ่งออกไปยังแม่น้ำนครชัยศรีอันกว้างใหญ่  แลเห็นดงไม้และเรือนริมน้ำสงบนิ่งอยู่ภายใต้สายหมอกเบาบางของปลายฤดูหนาว  แม้จะเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วก็ตาม   มีเรือหางยาวร่วมสิบลำจอดรอขนถ่ายสินค้าบริเวณปลายสะพาน  ข้าวของบนเรือคงถูกนำไปส่งให้แก่ร้านค้าต่าง ๆ   ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปตามชุมชนริมคลองมากมาย  ที่เป็นกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำสายนี้
อายุทธดูแม่น้ำซีคะ  ทำไมภาพที่เห็นถึงได้สวยจับใจเอื้องเหลือเกิน ห้วงเวลาดังกล่าว  ยุทธมองเห็นสีหน้าของหญิงสาวคล้ายกำลังเคลิ้มฝัน อายุทธน่าจะลองมาวาดรูปที่นี่ดูบ้างนะคะ  ถ้าพงศ์เห็นรับรองต้องอยากถ่ายรูปเก็บไว้เหมือนกัน   ว่าแต่...ทำยังไงเราสองคนถึงจะได้นั่งเรือเล่นในตอนเช้า ๆ ยังงี้ล่ะคะ  เอื้องอยากเดินทางไปให้ถึงต้นน้ำจัง   อายุทธว่ามันจะอยู่ไกลมากมั้ยคะ  คงอยู่ไกลแน่ ๆ เลย  บางที...บางทีอาจไม่เคยมีใครไปถึงที่นั่นก็เป็นได้
ความปรารถนาของหญิงสาวคนหนึ่งได้ทำให้ชายอีกคนหนึ่งตกอยู่ในอาการว้าวุ่นใจ  โดยที่เธอไม่มีทางรู้ตัว  แน่นอน  ยุทธบอกผมเองว่าเอื้องคงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของเขาหรอก  ระหว่างเหลียวมองหาเรือหางยาวรับจ้าง  แต่สักพักหนึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีเรือรับจ้างแน่แล้ว  เธอก็ส่งยิ้มมาให้เขาเป็นการปลอบใจ   เธอถึงกับสั่นหน้าเพื่อบอกว่าไม่ต้องการนั่งเรือเล่นอีกต่อไปแล้ว   กิริยานั้นทำให้เส้นผมยาวเคลียหลังไหล่ไหวส่ายไปมา  ความรู้สึกอ่อนหวานคงวาบขึ้นในสายตาของยุทธอยู่นาน  เส้นผมของเอื้องน่าจะมีสีดำมาก่อน  แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีน้ำตาลตามสมัยนิยม  อายุของเธอแค่ยี่สิบสองปี  เพิ่งจะผ่านพ้นความเป็นนักศึกษามาได้ไม่นานนัก  สาว ๆ ร่วมสมัยเดียวกันกับเธอแทบจะไม่มีใครไม่เปลี่ยนสีผม  นี่ทำให้ยุทธอยากรู้ขึ้นมาว่า  ใบหน้าเรียวยาวของเธอจะดูงดงามมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่  หากแม้นความนุ่มนิ่มน่าสัมผัสได้กลายเป็นสีดำดุจเดิม 
ผมแน่ใจว่าตอนที่ยุทธคิดถึงเรื่องนี้  เขาคงอดยกมือลูบศีรษะตัวเองไม่ได้  เขาย่อมรู้สึกเศร้าใจ  เมื่อระแวงว่าหญิงสาวจะสังเกตเห็นเส้นผมหงอกขาวของเขาหรือไม่  หลายปีมานี้มันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาเองคร้านจะถอนออกให้หมด   บางทีถ้าสามารถย้อนกลับไปเป็นหนุ่มได้สักหนึ่งวัน  ไม่ใช่อายุห้าสิบปีตามความเป็นจริง   ยุทธอาจยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองมีอยู่เพื่อการนี้  แต่จะเป็นหนุ่มเพื่ออะไรกันเล่า  ผมลองถามตัวเอง  เพราะผมรู้ว่ายุทธก็ทำเช่นเดียวกันในเช้าวันนั้น  ใช่  เขารู้สึกกระดากอาย  และไม่กล้าค้นหาคำตอบภายในใจออกมาตีแผ่ดู
พวกเขาสองคนยืนชมทัศนียภาพของแม่น้ำอยู่นาน  ก่อนเดินกลับขึ้นตลิ่ง  มุ่งหน้าไปทางแผงลอยด้านขวามือ   ใกล้ ๆ แถวนั้นมีร้านกาแฟโบราณตั้งขายอยู่เจ้าหนึ่ง  ชายชราผมขาวโพลนสองคนกำลังนั่งจิบกาแฟร้อน  ปากก็ส่งเสียงจ้อกันเรื่องปัญหาต่าง ๆ ในบ้านเมือง  ยุทธรู้สึกเหม็นเบื่อคนแก่หรือไม่ก็ความแก่  จึงหันไปให้ความสนใจกับต้นลั่นทมขนาดใหญ่  มันขึ้นอยู่ทางด้านหลังร้านกาแฟ  กิ่งก้านใบแผ่เป็นวงกว้างให้ร่มเงาแก่ทุกคน 
เอื้องอยากดื่มกาแฟมั้ย  อาจะสั่งให้เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ขอบคุณค่ะ  แต่เดี๋ยวเราไปไหว้พระกันก่อนได้ไหมคะ  เอื้องอยากไหว้พระ...นะคะเอื้องทำน้ำเสียงออดอ้อน  เขาเผยอปากยิ้ม  จ้องเธอเต็มสองตา  นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่เขากล้าทำเช่นนี้
เอื้องเป็นหญิงสาวที่ไม่นิยมกินอาหารมื้อเช้า  ยุทธสันนิษฐานจากรูปร่างบอบบางจนเรียกได้ว่าผอมของเธอ  ทรวงอกในเสื้อยืดคอกลมรัดรูปสีขาว  แทบจะไม่มีร่องรอยนูนสูงให้เห็น  ดูไปแล้วก็คล้ายเด็กผู้ชายอยู่ไม่น้อย  เขาคิด  ถ้าไม่ติดอยู่ตรงใบหน้าเล็กเรียวและเครื่องหน้าที่งดงามอ่อนหวานราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ   ผิวแก้มแดงระเรื่อของเธอก็เต่งตึงเหลือเกิน  หญิงสาวจึงกลายเป็นดอกไม้งามสะพรั่ง  ขณะที่ยุทธผู้ซึ่งในเวลานั้น  ก้มลงมองปลายเท้าของเธออย่างอ่อนอกอ่อนใจ  ด้วยรู้สึกว่าตนกำลังร่วงโรยลงทุกวินาที 
ไหว้พระก็ดีเหมือนกัน เขาคล้อยตาม  จิตใจยังไม่หายฟุ้งซ่าน
จากตำแหน่งที่ทั้งสองเดินอยู่  สามารถแลเห็นงานสถาปัตยกรรมอันงดงามของพระอุโบสถได้ชัดเจน  ความงามลอยเด่นอยู่เหนือร่มกันแดดและหลังคาผ้าใบของบรรดาร้านรวง   ยุทธเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยไปกับภาพที่เห็น   แทบจะไม่ได้ยินเสียงของเอื้องที่ชี้ชวนให้ดู กระโจมแตร ซึ่งเป็นศาลาโบราณทรงแปดเหลี่ยมหลังหนึ่ง  มีแผ่นป้ายระบุว่าสร้างตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์  แม้จะผ่านกาลเวลามานับร้อยปีแต่ยังคงดูสง่างาม  นี่คือข้อดีของวัตถุ เขารำพึงอยู่ในใจ ผิดกับเนื้อหนังของมนุษย์เช่นเขาที่ชราไปอย่างรวดเร็ว
ถ้ามันมีชีวิต   มันจะเหงาและเศร้าหรือเปล่านะ  ที่มีอายุยืนยาวเช่นนี้  เขาพึมพำออกมา
เอื้องมองหน้าเขาแล้วหัวเราะเสียงใส อายุทธพูดยังกะคนแก่แน่ะ
ยุทธสบตาหญิงสาว  อยากรู้ว่าเธอจะเข้าใจถึงความชราได้มากน้อยสักเพียงไหน  ชีวิตเธอเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น   เธอจึงไม่อาจเข้าใจได้ถึงความรู้สึกของชายวัยกลางคนตรงหน้า  แต่หากเธอล่วงรู้อย่างลึกซึ้งล่ะ  ยุทธเคยถามผม   แล้วโดยไม่ต้องการคำตอบ  เขาส่ายหน้าเมื่อคิดถึงเรื่องนี้พร้อมกับเศร้าใจขึ้นมาอีก  เศร้าเหมือนกับตอนที่กำลังเดินอยู่กับสาวสวยและผู้คนเต็มตลาด  อย่างไรก็ตาม  ผมสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างอันไร้เหตุผลของยุทธเสมอ  หลังจากรับรู้เรื่องราวของเขาในเช้าวันนั้นแล้ว
สักครู่หนึ่งเอื้องกับยุทธก็เดินมาถึงกำแพงแก้ว   เขาหยุดยืนตัวตรง  ทอดสายตามองผ่านช่องประตูพระอุโบสถไปยังพระประธาน   องค์พระปฏิมาที่กำลังเปล่งรัศมีสีทองวาววับอยู่ในเงาสลัว  ดูงดงามราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง  โลกอันห่างไกลซึ่งเต็มไปด้วยความสงบเย็น  ช่างขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่คลาคล่ำด้วยมนุษย์ผู้มากความอยาก  เขาคร่ำครวญอยู่ในใจ  แต่แล้วกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์   ภาพแสงเทียนไหววิบ ๆ วับ ๆ  และกลิ่นธูปหอมที่รวยรินมากับสายลม   ก็ช่วยทำให้หัวใจของเขานิ่งลงได้บ้าง
เข้าไปข้างในกันเถอะ เอื้อง  ยุทธเอ่ยชวนหญิงสาว  เขาแวะหยิบดอกไม้ธูปเทียนสองชุด  โดยไม่ลืมหย่อนธนบัตรใบหนึ่งลงในตู้รับบริจาค
ยามนั้นไม่มีใครอยู่ในพระอุโบสถเลย  เหมือนต้องการเปิดโอกาสให้คนสองคนได้จุดธูปเทียนอธิษฐานกันตามลำพัง   เมื่อกราบพระประธานเสร็จ  เอื้องก้าวตามเขามาปิดทองคำเปลวลงบนพระอุระของพระพุทธรูปยืนสององค์ตรงหน้าพระประธาน  ยุทธลอบมองเธอขณะปิดทอง  พลันก็อยากรู้ขึ้นมาว่าหญิงสาวเคยไหว้พระกับชายหนุ่มคนใดมาก่อนหรือไม่   อาจเป็นใครสักคนที่เธอให้สิทธิ์ความเป็นคนรัก   แต่ไม่น่าจะใช่พงศ์เทพผู้เป็นหลานชายของเขา   ซึ่งจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ตามมาสมทบที่ตลาด  ฤทธิ์เบียร์หลายขวดเมื่อคืนคงทำให้หลานชายไม่อยากรีบตื่น  ยุทธคาดเดา 
เอื้องรู้สึกดีจังเลยค่ะอายุทธ  ที่ได้มาไหว้พระที่นี่  ถ้ามีโอกาส...เราสองคนมาไหว้พระด้วยกันอีกนะคะ  
ในความคิดของยุทธ   น้ำเสียงแจ่มใสของหญิงสาวฟังดูเป็นธรรมชาติ   ไม่มีความหมายลึกเร้นซ่อนอยู่ในถ้อยคำแม้แต่น้อย  หรือแม้แต่พอให้เก็บเอาไปคิด  เขาพยายามเงี่ยหูฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อไปอีก   แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า  เธอกำลังหมุนตัวไปรอบ ๆ อย่างแช่มช้า  เหมือนต้องการดูภายในพระอุโบสถอีกครั้งเป็นการร่ำลา
สักพักหนึ่งชายหญิงต่างวัยจึงเดินออกจากโลกแสนสงบ  คืนสู่โลกภายนอกอันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย   นับเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งสำหรับยุทธ  ทว่าพอพ้นจากตรงนั้นมาแล้ว  เขาก็ดีใจที่สามารถมองเอื้องได้เต็มตามากขึ้น  ไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว
อายุทธคะ  ทำไมเอื้องง่วงจังเลย   สงสัยเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย  เราไปหากาแฟดื่มกันนะค่ะพูดยังไม่ทันจบดี  หญิงสาวก็อดหาวไม่ได้   เธอรีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นปิดปาก  มองเห็นเพียงดวงตากลมกำลังส่งประกายยิ้มหวาน  นั่นทำให้ยุทธแทบคลั่งใจทีเดียว
ที่ร้านกาแฟเจ้าเดิม   ทั้งสองได้ที่นั่งใต้ร่มเงาของต้นลั่นทมใหญ่  ใกล้ชายชราสองคนที่ยุทธเคยเห็นก่อนหน้านี้   พวกเขายังคงคุยกันออกรส  แต่เปลี่ยนหัวข้อเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ร่ำรวย   มีการขัดคอกันบ้าง  แต่ไม่จริงจังอะไรนัก  ดูเหมือนด้วยวัยขนาดนี้ถ้าไม่ยอมให้กัน  ก็อาจหาเพื่อนคุยไม่ได้เลย
เอื้องสั่งกาแฟร้อน  ในขณะที่เขาขอเป็นกาแฟเย็น  ขนมไทยในถุงพลาสติกถูกนำมาจัดเรียงใส่จานที่ขอยืมจากเจ้าของร้าน  แวบหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ  เขาเกิดอยากรู้ในเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาอีกว่า  ทำไมถึงไม่สั่งกาแฟร้อนเช่นเดียวกับเอื้อง  เขาไม่คิดหรอกว่ามันเป็นคำถามไร้สาระ
อร่อยดีค่ะ  แปลกจัง   ทำไมเอื้องไม่เคยกินขนมไทยพวกนี้มาก่อน  แม่บ้านไม่เห็นซื้อมาให้ลองกินเลย  เดี๋ยวกลับไปคราวนี้เอื้องต้องสั่งไว้แล้วละ หญิงสาวใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมจิ้มขนมในจานใส่ปากอีกหลายชิ้นเหมือนหิว  ขนมด้วงนี่ก็อร่อยค่ะ  อายุทธลองชิมดูซีคะ
ยุทธรับไม้จิ้มจากมือของเอื้องด้วยความรู้สึกอ่อนไหว  เขาเล่าให้ผมฟังเช่นนั้น  สายตาของเขาในขณะเล่าบ่งบอกว่าเขาเคยมีความสุข 
เป็นไงคะ  อร่อยอย่างที่เอื้องว่ารึเปล่า  เธอถามขึ้นหลังจากเขากลืนขนมลงท้องแล้ว  ภาพริมฝีปากแดงบาง ๆ  ของเธอทำให้ภายในใจของเขาปั่นป่วนรวนเรยิ่งขึ้น
 “อร่อยมาก....  ยุทธต้องฝืนยิ้ม  พยายามหลบเลี่ยงสายตาของเอื้อง  แม้รู้ดีว่าเธอไม่ได้คิดเช่นที่เขากำลังคิดอยู่   ใช่  เขาบอกตัวเองในตอนนั้นว่า  มันไม่อาจเป็นความจริง  นี่คือความเศร้าในเช้าวันที่ดอกลั่นทมสีขาวเบ่งบานเกือบเต็มต้น  ดอกอ่อน ๆ เกาะอยู่บนกิ่งสีเทา  ขณะที่ดอกแก่ร่วงโรยอยู่เต็มพื้น  ดูรกหูรกตาและถูกผู้คนเหยียบย่ำ
มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น  ไม่ใช่ของยุทธ  เขาไม่คุ้นเคยกับสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว   หากใครสักคนต้องการจะติดต่อด้วย  วิธีที่สะดวกก็คือส่งจดหมายถึงเขา  อันเป็นช่องทางการสื่อสารเก่าแก่  ซึ่งมีแนวโน้มว่าอีกไม่นานคงมีจุดจบเหมือนโทรเลข
พงศ์เหรอ  ฉันนั่งกินกาแฟอยู่กับอายุทธ  ใช่   ใกล้ริมน้ำนั่นแหละ โอเค  เดี๋ยวเจอกัน  เอื้องกดวางสายโทรศัพท์แล้วหันมาพูดกับยุทธ ตอนนี้พงศ์อยู่ที่ลานจอดรถด้านหน้าค่ะ เห็นบอกว่าต้องรีบกลับเข้ากรุงเทพฯ ด่วน
ยุทธมีอาการใจหายวูบ   เขาเล่าให้ผมฟังว่าเขาได้แต่มองแก้วกาแฟเย็นซึ่งมีหยดน้ำเกาะพราว  มันค่อย ๆ ไหลลงมานองอยู่บนพื้นโต๊ะ  
น่าเสียดายจังค่ะ  อายุทธ   ทีแรกคิดว่าจะได้กลับตอนเย็นซะอีก... เอื้องยังพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว  จนกระทั่งพงศ์เทพตามมาสมทบที่ร้านกาแฟ
อายุทธครับ  พ่อโทรมาบอกให้พงศ์รีบกลับบ้าน หลานชายอธิบาย ขณะนั่งลงบนเก้าอี้หัวโล้นข้างหญิงสาว บริษัทที่พงศ์เคยสัมภาษณ์งานช่างภาพเอาไว้น่ะครับ  เขาให้พงศ์ไปทำงานด่วน   แหม  ดีใจจนบอกไม่ถูก  พงศ์จะได้เลิกเป็นคนว่างงานซะที  ส่วนเอื้องไม่เป็นไรหรอกจริงมั้ย   รายนี้พ่อเค้ารวย”  หลายชายพูดจบก็หันไปยักคิ้วให้เอื้อง
เขายิ้มกับคำพูดของพงศ์เทพ  สายตาเฝ้ามองหนุ่มสาวตรงหน้า  ใจที่เป็นกลางส่งเสียงพร่ำพูดว่า  พวกเขาช่างดูเหมาะสมกันดีเหลือเกิน  นี่คือครรลองของธรรมชาติ เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างยิ่ง   ยุทธยิ้มเศร้า ๆ
เอื้อง  ก่อนเราจะออกจากบ้านพักของอายุทธมา  เราเห็นว่ารีบ  เลยถือวิสาสะเข้าห้องเธอ ไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าให้แล้วนะ  จะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไป  กระเป๋าอยู่ในรถแน่ะ
คำพูดของพงศ์เทพทำให้แก้มของเอื้องกลายเป็นสีแดงระเรื่อยิ่งกว่ายามปกติ
นี่...อย่าทำหน้าแบบนั้น   แค่ชุดนอนแบบคุณหนูกับชั้นในสีชมพูที่ถอดทิ้งเอาไว้  มันก็เสื้อผ้าดี ๆ นั่นแหละ  ไม่เห็นต้องคิดมาก
เอื้องหลบสายตาของยุทธ  พลางยิ้มอย่างเขินอาย  ยุทธบอกกับผมว่าเขาไม่เคยเข้าใจฉากนี้เลย  ทำไมหญิงสาวต้องรู้สึกอายด้วย   ถ้าไม่มีเขานั่งอยู่ตรงนั้น  เธอจะยังคงอายอยู่หรือไม่  ตอนนั้นผมนั่งนิ่งเป็นใบ้   ไม่มีคำตอบให้เพื่อนแม้แต่คำเดียว
เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นี้   ยุทธร้องสั่งกาแฟร้อนให้หลานชาย  พอได้มาพงศ์เทพก็รีบดื่มจนหมดถ้วย  แล้วลุกขึ้นยืน  ทำให้เขากับเอื้องต้องพลอยลุกตามไปด้วย  ดูท่าทางหลานชายของเขาจะร้อนรนอยู่ไม่น้อย  แต่ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่กำลังได้ทำงานแรกในชีวิต
ขับรถช้า ๆ หน่อย  อย่าซิ่งให้มันมากนักล่ะ  พ่อของพงศ์เคยบ่นให้อาฟังเสมอเวลาเจอกัน  เขาเตือนตามประสาผู้ใหญ่  เมื่อเดินมาถึงลานจอดรถหน้าวัด
เชื่อมือพงศ์เถอะ  พงศ์กับเอื้องยังเด็กอยู่เลย  เราต้องมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน หลานชายของยุทธตอบด้วยสีหน้าทะเล้น  ไม่รู้ทุกข์รู้โศก  มีเพียงเขาที่รู้สึกสะทกสะท้อนใจกับคำพูดของหลานชาย  นี่คือถ้อยคำซึ่งเต็มไปด้วยความจริงเหลือเกิน 
ก่อนหนุ่มสาวจะก้าวขึ้นรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ที่พากันขับมาจากกรุงเทพฯ  เอื้องขอให้พงศ์เทพใช้กล้องในโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปเธอคู่กับยุทธ   ท่ามกลางความรู้สึกกระดากกระเดื่องที่เกิดขึ้น  เขาพยายามวางสีหน้าให้เป็นปกติ  ทว่ามันก็เป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน
จะเอาไปอวดเพื่อนค่ะอายุทธ  ว่าครั้งหนึ่งเอื้องเคยได้มาชมตลาดเช้ากับจิตรกรชื่อดัง  หญิงสาวพูดโดยไม่หันมาทางเขา  สายตาจ้องมองภาพถ่ายบนหน้าจอโทรศัพท์  วินาทีต่อมาก็ช้อนตาขึ้นมองดูเขาด้วยรอยยิ้มสดใส
อากลับบ้านพักเองได้แน่นะครับ  ผมจะได้ไม่ต้องย้อนไปส่งพงศ์เทพถาม
ไม่ต้องห่วง  อาเดินกลับเองได้  แค่นี้เอง  ยุทธแสร้งทำเป็นร่าเริง ว่าแต่อย่าลืมบอกพ่อพงศ์นะว่าอาคิดถึง  ว่าง ๆ ให้มาเยี่ยมอาหน่อย  เดี๋ยวอีกสองเดือนพออาเขียนภาพชุดตลาดท่านาเสร็จแล้ว  อาคงย้ายไปเขียนรูปป่าทางภาคเหนือ   เอาหละ  ไปได้แล้ว  เดินทางกันดี ๆ
เอื้องยกมือไหว้ยุทธแล้วก้าวขึ้นรถ   เขามองตามราวกับไม่อยากให้คลาดสายตา  เมื่อรถเก๋งแล่นจากไปได้สักพักหนึ่ง  เขาก็เดินคอตกกลับบ้านพัก  โดยใช้เส้นทางเดิมที่เคียงคู่มาพร้อมหญิงสาวเมื่อตอนฟ้าสาง  
ช่วงเวลานั้นเอง  ความรู้สึกอยากวาดภาพได้แล่นขึ้นมาจับใจของยุทธ  ผมแน่ใจว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ  แม้ว่าภาพที่เขาต้องการวาดจะเป็นเพียงแค่ภาพตลาดเช้าก็ตาม  ตลาดเช้าที่ฝังลงในความทรงจำของเขา  ยุทธรู้สึกตัวว่าต้องเร่งวาดให้เสร็จโดยเร็วที่สุด  ก่อนที่ความชราจะมาล้อเล่นกับความทรงจำอย่างไร้ความปราณี   และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจของเขากลายเป็นเพียงเงาอันพร่าเลือน  เขาสารภาพและผมเข้าใจ  


หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ พ.ศ. 2553

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น