วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รอบ ๆ บ้านที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบันมักจะมีเสียงอันเกิดจากการก่อสร้างหรือต่อเติมอยู่เสมอ ไม่ด้านหน้าก็ด้านหลัง บางทีก็ด้านข้าง พอบ้านนี้ทำเสร็จ บ้านโน้นก็ทำต่อ หมุนเวียนกันไปเรื่อยแทบจะไม่มีหยุดหย่อน

ตอนนี้บ้านด้านหน้ากำลังสร้างอะไรไม่รู้เหมือนกัน เสียงสว่านกระแทกหรือเครื่องขุดคอนกรีตทำงานตลอดเวลาน่าหนวกหูมาก แต่ก็ต้องอดทนกันไป เพราะไม่มีเงินจะหลบไปต่างจังหวัด ได้แต่ฝันว่าสักวันคงได้ไปนั่งรับลมหนาวที่ดอยอินทนนท์ ว่าง ๆ ก็เดินถ่ายรูปทิวทัศน์เล่น หรือไม่ก็นอนอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่มหนึ่ง

^_^

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ว่าด้วยแซ่ตั้ง (ตั๊ง) ตระกูลเฉิน 陈 / 陳 *

ผมทราบมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าก๋งใช้แซ่ตั้ง (ตระกูลเฉิน 陈 / 陳 ) และเป็นคนจีนอพยพมาอยู่เมืองไทย ส่วนคุณย่านั้นได้ยินว่าเป็นลูกสาวกำนัน แต่จะเป็นคนไทยหรือจีนนั้น ผมไม่มีข้อมูลเลย เพราะไม่ได้ซักถามเอาไว้ 

คุณพ่อของผมตามประสาลูกจีนก็ต้องมีชื่อจีนด้วย นั่นคือ "กิมไช้" ซึ่งคุณย่าคงเรียกติดปากมาตั้งแต่คุณพ่อยังเล็ก เพราะก่อนคุณย่าจะเสียชีวิตก็ยังเพ้อเรียกหาคุณพ่อของผมด้วยชื่อ"กิมไช้"นี้หลายครั้ง ผมมารู้ว่าคุณพ่อมีชื่อจีนด้วยก็ตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว ทำให้รู้สึกประหลาดใจและขบขันมาก ยังหัวเราะเล่นกันกับพวกญาติ ๆ ลูกพี่ลูกน้องข้างพ่อ ที่พ่อของเขา (ลุงของผม) ชื่อ "กิมชุ้น" ทุกวันนี้ก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงได้รู้สึกเช่นนั้น คงเป็นเพราะถูกสังคมไทยในอดีตปลูกฝังให้มองความเป็นจีนว่าด้อยกว่าความเป็นไทยกระมัง คุณพ่อของผมถึงได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลตั้งแต่ยังไม่แต่งงานกับคุณแม่ โดยใช้นามสกุล "พูลเพิ่ม" อยู่พักใหญ่ (นามสกุลนี้ใช้ตามคุณย่าหรือญาติห่าง ๆ ไม่ทราบแน่ชัด) ตอนรับราชการทหารก็ยังใช้ "พูลเพิ่ม"อยู่ ผมจำได้จากบัตรประจำตัวทหารของคุณพ่อ แต่ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลใหม่ เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่คุณแม่เคยเล่าว่า คุณพ่ออยากขอใช้นามสกุลร่วมกับลุง (พี่ชายพ่อ) แต่ทางนั้นปฏิเสธ คุณพ่อจึงต้องตั้งนามสกุลขึ้นเอง ตอนแรกที่อำเภอก็จะไม่จดทะเบียนนามสกุลให้ด้วยซ้ำเพราะมีคำว่า"บดินทร์" แต่ยังไงก็ไม่ทราบ คุณพ่อก็สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ และผมใช้สืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เชิงอรรถ
*
ซิ้นเฉิน 陈 (ภาษาจีนกลาง หรือแซ่ตั่ง) เป็นหนึ่งในห้า ของตระกูลที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
Zhou Wudi
ว่ากันว่า เมื่อก่อนคริสตกาล 1043 ปี ในสมัยโจวอู่อ๋อง (周武王) กษัตริย์ในแคว้นโจวตะวันตก (西周) ได้ค้นหาทายาทของกษัตริย์ ซุ่นตี้ (舜帝) ของราชวงซาง (商) ได้ล่มสลายไปแล้ว อู่อ๋องจึงได้ยกลูก สาวให้แต่งงานกับกุยหม่าน (妫满) ซึ่งเป็นทายาทสืบสกุลของซุ่นดี้ และแต่งตั้งให้เป็นขุนนางปกครองเมืองเฉิน เพื่อให้ดูแลสุสานของซุ่นดี้ (เมืองเฉินปัจจุบันคืออำเภอฮว่ยหยัง(淮阳) ในมณฑลเหอหนาน)
เมื่อกุยหม่านเสียชีวิต ได้รับพระราชทานนามว่า เฉินหูกง (陈胡公) อันเป็นต้นกำเนิดของตระกูลเฉิน โดยทายาทรุ่นหลังของเขาต่างใช้เป็นแซ่ของตน และถือเป็นต้นกำเนิดของตระกูลที่ถูกต้อง


ต้นกำเนิดตระกูลเฉิน มีที่มาอีกสองสาย
  • สายหนึ่งมาจากสมัยแคว้นเว่ยเหนือ
    (北魏)ยุคสามก๊ก ที่มากจากคนแซ่อื่นเปลี่ยนแซ่เป็นแซ่เฉิน
  • ส่วนอีกสายหนึ่งมาจากประเทศอันหนาน (ปัจจุบันคือเวียดนาม)
    โดยกษัตริย์ของอันหนาน แซ่เฉิน จึงมีทายาทแซ่เฉินสืบต่อมา

บุคคลสำคัญในตระกูลเฉินในยุคโบราณคือ
  • เฉินคั่ง (陈亢) เป็นลูกศิษย์ของขงจื๋อ อยู่แคว้นเฉิน (陈国) ในยุคชุนชิว
  • เฉินเซิ่น (陈胜) ผู้นำชาวนาที่ลุกขึ้นมาล้มล้างราชวงศ์ ในปลายยุคราชวงศ์ฉิน
  • เฉินผิง 陈平 เป็น ขุนนางที่ปรึกษาในสมัยซีฮั่น 西汉
  • เฉินโซ่ว 陈寿 เป็นนักประวัติศาสตร์ในยุคจิ้น 晋代
  • เฉินป้าเซียน 陈霸先 ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เฉิน เป็นเฉินอู่ดี้ (陈武帝) ในราชวงศ์หนัน 南朝
  • เฉินจื่ออัง 陈子昂 เป็นนักกวีเอกในราชวงศ์ถัง
  • เฉินเลี่ยง 陈亮 เป็นนักคิดนักเขียน ในราชวงศ์ซ่ง
  • เฉินจื่อหลง 陈子龙 เป็นนักกลอนผู้รักชาติ ในราชวงศ์หมิง
  • Vanessa Mae (陈美) เป็นศิลปิน นักไวโอลินระดับโลก
ชาวจีนที่เข้ามาอยู่ผืนแผ่นดินไทยครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไรนั้น ยังไม่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะอยู่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋 – ค.ศ. 980-1276) จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ซ่ง 宋史” ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อแคว้นซ่งใต้ล่มสลายนั้น เฉินหยีจง (陈宜中)ซึ่งเป็นชาวหย่งเจีย(永嘉) มณฑลเจ้อเจียง (浙江) ซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายซ้ายในราชสำนัก เมื่อแคว้นอ้าวใต้ (南澳) พ่ายแพ้ เฉินหยีจงได้รับคำบัญชาให้ไปปกครองเมืองจานเฉิน (占城 อยู่ในประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) จนถึงราชหยวนปีที่ 19 (ค.ศ. 1282) เมืองดังกล่าวได้ถูกกองกำลังของหยวนเข้ายึดครอง เฉินหยีจง จึงหนีมาอยู่เสียน (หรือเสียมก๊ก – หมายถึงไทยในสมัยนั้น)และได้จบชีวิตที่นี่ในภายหลัง
การหนีมาอยู่เมืองไทยของเฉินหยีจงไม่ใช่หนีมาแบบไม่รู้เกี่ยวกับเมืองไทย อะไรเลย เนื่องจากครั้งที่เขาไปอยู่เมืองจานเฉินนั้น เขาได้รู้จักพ่อค้าชาวเจ้อเจียงคนหนึ่งซึ่งล่องเรือค้าขายบนเส้นทางหมิงโจว (明州) (ปัจจุบันคือเมืองหนิงปัว 宁波)-ราชบุรี (ในปรวัติศาสตร์บันทึกเป็นภาษาจีนว่า เมืองเจินลีฟู่–真里富) ซึ่งเป็นเส้นทางค้าขายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1165
โดยคนจีนในยุคนั้นเรียกประเทศที่พวกเขาไม่คุ้นเคยว่า 浔番 หรือสุพรรณ ดังนั้นในปี 1282 เฉินหยีจงจึงนำไพร่พลอีกจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าสู่ “สุพรรณ” แล้วใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่
ตระกูลเฉิน หรือตระกูลตั้งในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จัก เช่น โสภณพณิช เกยุราพันธ์ ชุณหะวัณ
วสุรัตน์ ตั้งมติธรรม ด่านไพบูลย์ ตันติวิท
คัดลอก เรียบเรียงมาจาก www.thaichinese.net/thaichineseblog/chen


แซ่ "ตัน" (สำเนียงฮกเกี้ยน)"เฉิน" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่ตั้ง" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมาย
หรือแปลว่า (1) วางเรียงราย (2) พูดแจกแจง (3) ช้านาน, เก่าแก่
(4) ชื่อแคว้น หรือ รัฐ หรือราชวงศ์ (5) นามสกุล (แซ่)

แซ่นี้ เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีที่มา 2 ทาง

1. บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยชุนชิว (770-476 ปีก่อน ค.ศ.)
หูกงหม่านผู้สืบเชื้อสายพระเจ้าหยีซุ่นสมัยดึกดำบรรพ์ ได้รับพระราชทาน
จากโจวอู่อ๋องให้ไปกินเมืองเฉิน (ส่วนหนึ่งของมณทลเหอหนานและอันฮุยปัจจุบัน)
จึงตั้งขึ้นเป็นแคว้นเฉิน ได้ถูกแคว้นฉู่ล่มสมัยชุนชิว โอรสกงจื้อจิว
หนีไปยังแคว้นฉี ลูกหลายรุ่นหลังจึงใช้ชื่อแคว้น "เฉิน" เป็นแซ่

2. มาจากสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ.420-589) แซ่"มู่เฉิน" หลายพยางค์
ในเว่ยเหนือตัด "มู่"ออก ใช้ "เฉิน" ตัวเดียวเป็นแซ่

แซ่ "เฉิน" เป็น 1 ใน 5 แซ่ใหญ่ของประเทศจีน มีบุคคลแซ่ "เฉิน"
ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่นเฉินผิง ขุนนางผู้ใหญ่ต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
มีสติปัญญาเชิงอุบาย ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าฮั่นฮุ่ยตี้
หลื่อฮองเฮา และฮั่นเหวินตี้ ตามลำดับ หลังจากหลื่อฮองเฮาสวรรคต
เขาก็ร่วมมือกับโจวป๋อขุนนางร่วมราชสำนัก ขจัดจูหลื่อ คนของหลื่อฮองเฮา
สถาปนาฮั่นเหวินตี้เป็นฮ่องเต้ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นชิเจี้ยโหว (เจ้าพระยาแห่งชิเจี้ย)

เฉินจื่ออั๋ง กวีราชวงศ์ถัง เป็นผู้สร้างแนวกวีสมัยราชวงศ์ถังให้เข้าสู่วิถีทาง
แห่งความเจริญและมีระเบียบ

เฉินถวน อาจารย์ใหญ่ของลัทธิเต๋าในสมัย 5 ราชวงศ์และซ่งเหนือ
เคยหลบไปแสวงหาความสันโดษบนภูเขาหวาซาน มีชื่อในทางเข้าภวังค์ลึก

แซ่นี้ มีสมาคมอยู่ในเมืองไทย 4 สมาคม คือ "สมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทย"
ก่อตั้งขึ้น เมื่อต้นปี พ.ศ.2506 ตั้งอยู่ 207 ใกล้สี่แยกบางนา ถนนสรรพาวุธ
เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร. 0-2393-1511-2
อีก 3 สมาคม คือ "สมาคมตะกูลยิงชวน" "สโมสรไหหน่ำด่านเกแต้"
และ "สมาคมไทยเอี่ยมฟ้า" มีข้อมูลแต่ชื่อสมาคม ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งและโทรศัพท์


คัดลอกจาก http://www.med-kku.com/index.php/topic,8656679.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อยากเดินทางไปที่ไหนสักที่หนึ่ง
ทางทิศเหนือ ได้แก่ อยุธยา ลพบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ เชียงคาน
ทางทิศใต้ ได้แก่ ชะอำ บ้านกรูด อ่าวนาง
ครั้นแล้วก็รู้สึกว่าจะไปทำไม มีอะไรน่าสนใจอย่างนั้นหรือ
ในที่สุดก็เก็บตัวอยู่ในห้องตามลำพัง

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มองผ่านกล้องโทรศัพท์มือถือ

 ณ ร้านมิ่งหลี ถนนหน้าพระลาน วันฝนตกหนัก 2555
 คุณศิราภรณ์ @ พิซซ่าฮัท เซ็นทรัล พระราม 2
 คุณศิราภรณ์ @ พิซซ่าฮัท เซ็นทรัล พระราม 2
ภพ เบญญาภา

คุณศิราภรณ์ @ ฮ็อทพ็อท บิ๊กซี บางบอน

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในหมู่บ้านที่ผมอยู่มีร้านมินิบิ๊กซีมาเปิดกิจการเป็นวันแรก ผู้คนต่างพากันเข้าไปอุดหนุน (หรือเดินเล่นกันก็ไม่รู้) อย่างอุ่นหนาฝาคั่งเลยทีเดียว  ส่งผลให้โลตัสเอ็กเพรสที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด แน่นอน ใคร ๆ ก็ต้องชอบของใหม่อยู่แล้ว ผมกับแฟนเดินเข้าไปสังเกตการณ์และซื้อของติดมือมาด้วยนิดหน่อย แต่ของหลัก ๆ อย่างเบียร์และน้ำแข็ง ผมยังคงอุดหนุนร้านเจ๊แอ้วเจ้าเก่าเหมือนเดิม แม้ราคาจะพอ ๆ กันก็ตาม

คิดดูแล้ว หมู่บ้านนี้ก็นับว่ามีร้านมินิมาร์ทมาสุมกันอยู่ไม่น้อย มีเซเว่นฯ สอง โลตัสเอ็กเพรสหนึ่ง มินิบิ๊กซีหนึ่ง ซีพีเพรชมาร์ทอีกหนึ่ง ยังไม่นับร้านโชห่วยและร้านอาหารริมถนนอีกมากมาย เรื่องอาหารการกินและข้าวของเครื่องใช้จึงไม่ค่อยขัดสน (หากว่ามีเงินซื้อ)

แต่เอาเข้าจริง ผมกลับค่อนข้างเบื่อ อยากย้ายไปอยู่ในชนบทอันห่างไกล ซึ่งยังคงเป็นแค่ความคิดฝันเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"คนเราเมื่อสมหวังมันก็บ้าไปอย่างหนึ่ง เมื่อไม่สมหวังมันก็บ้าไปอย่างหนึ่ง แต่มันก็ไม่รู้สึกว่าบ้า" - พุทธทาสภิกขุ
ระยะนี้ฝนไม่ตกแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีทิ้งทวนหรือไม่ เมื่อวันจันทร์ไปแถวหน้าพระลานเจอฝนตกหนักมาก จนเปียกมะล่อกมะแล่กทั้งตัว ต้องเข้าไปหลบฝนในร้านมิ่งหลีและสั่งอาหารเครื่องดื่มมากินฆ่าเวลา พอจ่ายเงินถึงได้รู้ว่าโค้กแพงมาก ขายตั้งขวดละสามสิบบาท ไม่รู้ว่าจะกะรวยไปถึงไหน

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เรื่องน่าโมโห

เรื่องน่าโมโหเกี่ยวกับการเขียนหนังสือก็คือ ทุกครั้งที่ผมนำต้นฉบับหรือแม้แต่ผลงานที่เคยตีพิมพ์ไปแล้ว กลับมาอ่านใหม่ มันมักจะมีตรงไหนสักแห่งสองแห่ง ที่ผมอยากจะแก้ไขมันเหลือเกิน ถ้าแก้ไขได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากทำให้เสียเวลา ใช่ ผมไม่อยากรีบร้อนหรอก แม้ว่าในตอนนนั้นกระเป๋าเงินของผมจะยากไร้แม้กระทั่งเศษสตางค์ หาไม่แล้วพวกเขาก็จะกล่าวหาว่าผมชุ่ย แต่ถ้าแก้อะไรไม่ได้ เพราะมันตีพิมพ์ไปแล้ว ก็ได้แต่นั่้งหงุดหงิดอยู่ในใจไปนานเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ของอร่อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ผมไปเที่ยวอยุธยาบ่อย ๆ จึงทำให้มีโอกาสได้ลิ้มชิมรสก๋วยเตี๋ยวอร่อยเสมอ วันนี้นั่งดูคลิปในยูทูบ เขาแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายเลี๊ยก ก็พาลให้อยากไปเที่ยวอีก เพราะเจ้านี้ยังไม่เคยกิน (ดันไปต้อนร้านปิด) โชคดีที่ยังได้กินร้านเฮียติ่ง ร้านยักษ์ใหญ่ ร้านอะไรอีกร้านที่อยู่ท้ายวัดริมแม่น้ำ ยังขาดอยู่ก็แต่ร้านวัดใหญ่ ร้านวัดปราสาท (เห็นว่าย้ายแล้ว) และร้านนายเลี๊ยกนี่แหละ

นึก ๆ ดูแล้วก็สมกับที่อยุธยาเป็นต้นกำเนิดก๋วยเตี๋ยวเรือจริง ๆ  หมดฝนเมื่อไหร่คงได้เจอกัน จะฟาดให้หนำใจสักสองสามชาม

ปล. กำลังหิวเลยนั่งนึกแต่เรื่องของกิน 555